prapai klinhom

Just another WordPress.com site

การเรียนรู้แบบร่วมมือ มกราคม 24, 2012

Filed under: Uncategorized — prapaipook77 @ 1:17 am

Cooperative Learning การเรียนรู้แบบร่วมมือ 

   การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ  (Cooperative  Learning)

           การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนับว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้กระบวนการกลุ่มให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์และเกิดความสำเร็จร่วมกันของกลุ่ม ซึ่งการเรียนแบบร่วมมือมิใช่เป็นเพียงจัดให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ทำรายงาน ทำกิจกรรมประดิษฐ์หรือสร้างชิ้นงาน  อภิปราย ตลอดจนปฏิบัติการทดลองแล้ว ผู้สอนทำหน้าที่สรุปความรู้ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ผู้สอนจะต้องพยายามใช้กลยุทธ์วิธีให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการประมวลสิ่งที่มาจากการทำกิจกรรมต่างๆ จัดระบบความรู้สรุปเป็นองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นหลักการสำคัญ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544 :15 ) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้สอนจะต้องเลือกเทคนิคการจัดการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน และผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมกันทำกิจกรรม รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมากยิ่งขึ้น  ในบทนี้จะกล่าวถึง รายละเอียดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบไปด้วย ความหมาย  วัตถุประสงค์  องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ  ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้แบบร่วมมือกับการเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม  ขั้นตอนการจัดกิจกรรม  เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ  วิธีการเรียนแบบร่วมมือ  ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ เงื่อนไขการเลือกวิธีการสอนแบบต่าง ๆ  และเหตุผลของการผสมผสานการสอนแบบต่าง ๆ  และสรุปท้ายบทรวมทั้งในตอนท้ายจะมีกิจกรรมและคำถามท้ายบท
ความหมาย

สำหรับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือได้มีนักวิชาการให้ความหมายไว้หลายท่าน ดังนี้

อาภรณ์  ใจเที่ยง  (2550 : 121) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหรือแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกันทำงานกลุ่มด้วยความตั้งใจและเต็มใจรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของตน ทำให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่เป้าหมายของงานได้

สลาวิน  (Slavin, 1987 : 7-13)  อ้างใน  ไสว ฟักขาว (2544 : 192) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือว่า  หมายถึง  วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ  โดยทั่วไปมีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน  สมาชิกกลุ่มมีความสามารถในการเรียนต่างกัน  สมาชิกในกลุ่มจะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอน  และช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ด้วย  มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  โดยมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน  คือ  เป้าหมายของกลุ่ม

ไสว  ฟักขาว (2544 : 193) กล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตน  และส่วนรวม  เพื่อให้กลุ่มได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือข้างต้น  สรุปได้ว่า  การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันรับผิดชอบงานในกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดเป็นความสำเร็จของกลุ่ม

   วัตถุประสงค์ 
สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 121) ได้กล่าวว่า ดังนี้

1. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะกระบวนการกลุ่มได้ฝึกบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงานกลุ่ม

2. เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดค้นคว้า  ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

ทักษะการคิดสร้างสรรค์  การแก้ปัญหา  การตัดสินใจ  การตั้งคำถาม  ตอบคำถาม  การใช้ภาษา  การพูด ฯลฯ

3. เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางสังคม  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น  การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

การเสียสละ  การยอมรับกันและกัน  การไว้วางใจ  การเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  ฯลฯ

 

ลักษณะของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
อาภรณ์  ใจเที่ยง  (2550 : 121) ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมแบบร่วมแรงร่วมใจว่า                        มีลักษณะ ดังนี้
      1. มีการทำงานกลุ่มร่วมกัน  มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม
 2. สมาชิกในกลุ่มมีจำนวนไม่ควรเกิน  6  คน

3.สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันเพื่อช่วยเหลือกัน

4.สมาชิกในกลุ่มต่างมีบทบาทรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  เช่น
–   เป็นผู้นำกลุ่ม  (Leader)

-   เป็นผู้อธิบาย  (Explainer)

-   เป็นผู้จดบันทึก  (Recorder)

-   เป็นผู้ตรวจสอบ  (Checker)

-   เป็นผู้สังเกตการณ์  (Observer)

-   เป็นผู้ให้กำลังใจ (Encourager) ฯลฯ

       สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกัน  ยึดหลักว่า  “ความสำเร็จของแต่ละคน คือ ความสำเร็จของกลุ่ม ความสำเร็จของกลุ่ม คือ ความสำเร็จของทุกคน” 

 

องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ

    นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้

จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson,1987 : 13 – 14)อ้างใน  ไสว-ฟักขาว (2544 : 193-194) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้

1.  ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก  (Positive Interdependence) หมายถึง

การที่สมาชิกในกลุ่มทำงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน  มีการทำงานร่วมกัน โดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานนั้น  มีการแบ่งปันวัสดุ  อุปกรณ์  ข้อมูลต่าง ๆ  ในการทำงาน  ทุกคนมีบทบาท  หน้าที่และประสบความสำเร็จร่วมกัน  สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จได้ก็๖อเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จด้วย สมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์  หรือรางวัลผลงานกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน  เช่น  ถ้าสมาชิกทุกคนช่วยกัน  ทำให้กลุ่มได้คะแนน  90%  แล้ว  สมาชิกแต่ละคนจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีก  5  คะแนน  เป็นรางวัล  เป็นต้น

2.  การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน  (Face  To  Face  Pronotive

Interaction)  เป็นการติดต่อสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การอธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนในกลุ่มฟัง เป็นลักษณะสำคัญของการติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรงของการเรียนแบบร่วมมือ ดังนั้น จึงควรมีการแลกเปลี่ยน ให้ข้อมูลย้อนกลับ เปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อเลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

 

 

3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน  (Individual  Accountability)  ความ

รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล  เป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคล  โดยมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกัน  เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายกลุ่ม  โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ  และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล

4.  การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interdependence

and  Small  Group  Skills)  ทักษะระหว่างบุคคล  และทักษะการทำงานกลุ่มย่อย  นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน  เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบผลสำเร็จ  นักเรียนควรได้รับการฝึกทักษะในการสื่อสาร  การเป็นผู้นำ  การไว้วางใจผู้อื่น  การตัดสินใจ  การแก้ปัญหา  ครูควรจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน  เพื่อให้นักเรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.  กระบวนการกลุ่ม  (Group Process) เป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  นั่นคือ  สมาชิกทุกคนต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายการทำงาน  วางแผนปฏิบัติงานร่วมกัน  ดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน

องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือทั้ง  5 องค์ประกอบนี้  ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ในอันที่จะช่วยให้การเรียนแบบร่วมมือดำเนินไปด้วยดี  และบรรลุตามเป้าหมายที่กลุ่มกำหนด  โดยเฉพาะทักษะทางสังคม  ทักษะการทำงานกลุ่มย่อย  และกระบวนการกลุ่มซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝน  ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเกิดความรู้  ความเข้าใจและสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

 

     อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 122)   กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบ

ร่วมมือไว้ว่า ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในการให้ผู้เรียนทำงานกลุ่ม ดังข้อต่อไปนี้

      1.  มีการพึ่งพาอาศัยกัน  (Positive  Interdependence)  หมายถึง  สมาชิกในกลุ่มมี

เป้าหมายร่วมกัน  มีส่วนรับความสำเร็จร่วมกัน  ใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน  มีบทบาทหน้าที่ทุกคนทั่วกัน  ทุกคนมีความรู้สึกว่างานจะสำเร็จได้ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

     2.  มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์  (Face to Face Promotive

Interaction)  หมายถึง  สมาชิกกลุ่มได้ทำกิจกรรมอย่างใกล้ชิด  เช่น  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  อธิบายความรู้แก่กัน ถามคำถาม ตอบคำถามกันและกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน

     3.  มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (IndividualAccountability)  เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะต้องตรวจสอบว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่  มากน้อยเพียงใด  เช่น  การสุ่มถามสมาชิกในกลุ่ม  สังเกตและบันทึกการทำงานกลุ่ม  ให้ผู้เรียนอธิบายสิ่งที่ตนเรียนรู้ให้เพื่อนฟัง  ทดสอบรายบุคคล  เป็นต้น

4.  มีการฝึกทักษะการช่วยเหลือกันทำงานและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย

(Interdependence  and  Small  Groups  Skills)  ผู้เรียนควรได้ฝึกทักษะที่จะช่วยให้งานกลุ่มประสบความสำเร็จ  เช่น  ทักษะการสื่อสาร  การยอมรับและช่วยเหลือกัน  การวิจารณ์ความคิดเห็น  โดยไม่วิจารณ์บุคคล  การแก้ปัญหาความขัดแย้ง  การให้ความช่วยเหลือ  และการเอาใจใส่ต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  การทำความรู้จักและไว้วางใจผู้อื่น  เป็นต้น

5. มีการฝึกกระบวนการกลุ่ม  (Group  Processสมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการ

ทำงานของกลุ่ม  ต้องสามารถประเมินการทำงานของกลุ่มได้ว่า  ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด   เพราะเหตุใด  ต้องแก้ไขปัญหาที่ใด  และอย่างไร  เพื่อให้การทำงานกลุ่มมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม  เป็นการฝึกกระบวนการกลุ่มอย่างเป็นกระบวนการ

จากองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ  จึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือ

นั้นมีองค์ประกอบ 5 ประการด้วยกัน คือ

1.  มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  โดยสมาชิกแต่ละคนมีเป้าหมายในการทำงานกลุ่ม

ร่วมกัน ซึ่งจะต้องพึงพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของการทำงานกลุ่ม

2.  มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้สมาชิกได้ร่วมกันทำงานกลุ่มกันอย่างใกล้ชิด โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชิกภายในกลุ่ม ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน

3.  มีความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน  หมายความว่า สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละคนจะต้องมีความรับผิดในการทำงาน โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ  และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล

4.  มีการใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคล  และทักษะการทำงานกลุ่มย่อย  นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน  เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบผลสำเร็จ  เพื่อให้นักเรียนจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือ วิธีการที่จะช่วยให้การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ในการวางแผนปฏิบัติงานและเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน  โดยจะต้องดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน

   ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้แบบร่วมมือกับการเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม

       ไสว  ฟักขาว ( 2544 : 195) ได้กล่าวว่า จากองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ  (Cooperative Learning)  ซึ่งได้แก่  ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก  การปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน  ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล  การใช้ทักษะระหว่างบุคคล  การทำงานกลุ่มย่อย  และกระบวนการกลุ่ม  องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือแตกต่างออกไปจากการเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม  (Traditional  Learning)  กล่าวคือ  การเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิมนั้น  เป็นเพียงการแบ่งกลุ่มการเรียนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติงานร่วมกัน  แบ่งงานกันทำ  สมาชิกในกลุ่มต่างทำงานเพื่อให้งานสำเร็จ  เน้นที่ผลงานมากกว่ากระบวนการในการทำงาน  ดังนั้นสมาชิกบางคนอาจมีความรับผิดชอบในตนเองสูง  แต่สมาชิกบางคนอาจไม่มีความรับผิดชอบ  ขอเพียงมีชื่อในกลุ่ม  มีผลงานออกมาเพื่อส่งครูเท่านั้น  ซึ่งต่างจากการเรียนเป็นกลุ่มแบบร่วมมือที่สมาชิกแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่มด้วย  จอห์นสันและจอห์นสัน  (Johnson  and  Johnson, 1987 : 25 ) อ้างใน  ไสว ฟักขาว

(2544 : 195) ได้สรุปความแตกต่างระหว่างกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือกับกลุ่มการเรียนแบบดั้งเดิมไว้ดังนี้

ตารางที่  4 ความแตกต่างของการเรียนรู้แบบร่วมมือกับการเรียนรู้แบบดั้งเดิม

 

การเรียนรู้แบบร่วมมือ

(Cooperative  Learning)

การเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม

(Traditional  Learning)

1. มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างสมาชิก

2. สมาชิกเอาใจใส่รับผิดชอบต่อตนเอง

3. สมาชิกมีความสามารถแตกต่างกัน

4. สมาชิกผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ

5. รับผิดชอบร่วมกับสมาชิกด้วยกัน

6. เน้นผลงานและการคงอยู่ซึ่งความเป็นกลุ่ม

7. สอนทักษะทางสังคมโดยตรง

8. ครูคอยสังเกตและหาโอกาสแนะนำ

9. สมาชิกกลุ่มมีกระบวนการทำงานเพื่อ

ประสิทธิผลกลุ่ม

 1. ขาดการพึ่งพากันระหว่างสมาชิก

2. สมาชิกขาดความรับผิดชอบในตนเอง

3. สมาชิกมีความสามารถเท่าเทียมกัน

4. มีผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งเพียงคนเดียว

5. รับผิดชอบเฉพาะตนเอง

6. เน้นที่ผลงานเพียงอย่างเดียว

7. ทักษะทางสังคมถูกละเลย

8. ครูขาดความสนใจหน้าที่ของกลุ่ม

9. ขาดกระบวนการในการทงานกลุ่ม

ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 

     อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 122-123) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้

    1. ขั้นเตรียมการ

ผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย  กลุ่มละประมาณไม่เกิน  6  คน  มีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน  ผู้สอนแนะนำวิธีการทำงานกลุ่มและบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม

    2.  ขั้นสอน

ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน  บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิด

วิเคราะห์  หาคำตอบผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูล  ค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคิดวิเคราะห์ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มต้องทำให้ชัดเจน

3. ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม

ผู้เรียนร่วมมือกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ  ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ร่วมคิด

ร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรในขั้นนี้  ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ  ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน  เช่น  การเล่าเรื่องรอบวง  มุมสนทนา  คู่ตรวจสอบ  คู่คิด  ฯลฯผู้สอนสังเกตการณ์ทำงานของกลุ่ม  คอยเป็นผู้อำนวยความสะดวก  ให้ความกระจ่างในกรณีที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ

4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ  ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการทำงานกลุ่ม 

ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน  เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและรายบุคคล

5.  ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม  ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกัน

สรุปบทเรียน  ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้  ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่กำหนดไว้  และช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข

 

 

 

 

 

  เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ

  วัฒนาพร ระงับทุกข์  (2545 : 177 – 195)  อ้างใน  อาภรณ์  ใจเที่ยง                                                     (2550 : 123 –125)  กล่าวถึง เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ว่า เทคนิคที่นำมาใช้ในการเรียนรู้แบบร่วมมือ  มีหลายวิธี  ได้แนะนำไว้ดังนี้

    1. ปริศนาความคิด  (Jigsaw)

ปริศนาความคิด  เป็นเทคนิคที่สมาชิกในกลุ่มแยกย้ายกันไปศึกษาหาความรู้  ในหัวข้อเนื้อหาที่แตกต่างกัน  แล้วกลับเข้ากลุ่มมาถ่ายทอดความรู้ที่ได้มาให้สมาชิกกลุ่มฟัง  วิธีนี้คล้ายกับการต่อภาพจิกซอร์  จึงเรียกวิธีนี้ว่า  Jigsaw หรือปริศนาการคิด ลักษณะการจัดกิจกรรมผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันเข้ากลุ่มร่วมกันเรียกว่า  กลุ่มบ้าน  (Home  Group)  สมาชิกในกลุ่มบ้านจะรับผิดชอบศึกษาหัวข้อที่แตกต่างกัน  แล้วแยกย้ายไปเข้ากลุ่มใหม่ในหัวข้อเดียวกัน  กลุ่มใหม่นี้เรียกว่า  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  (Expert  Group)  เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทำงานร่วมกันเสร็จ  ก็จะย้ายกลับไปกลุ่มเดิมคือ  กลุ่มบ้านของตน  นำความรู้ที่ได้จากการอภิปรายจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมาสรุปให้กลุ่มบ้านฟัง  ผู้สอนทดสอบและให้คะแนน

2. กลุ่มร่วมมือแข่งขัน  (Teams – Games – Toumaments : TGT)

เทคนิคกลุ่มร่วมมือแข่งขัน  เป็นกิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มเรียนรู้เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน  แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบความรู้  คะแนนที่ได้ของแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุดได้รับรางวัล

      ลักษณะการจัดกิจกรรม

สมาชิกกลุ่มจะช่วยกันเตรียมตัวเข้าแข่งขัน  โดยผลัดกันถามตอบให้เกิดความแม่นยำในความรู้ที่ผู้สอนจะทดสอบ  เมื่อได้เวลาแข่งขัน  แต่ละทีมจะเข้าประจำโต๊ะแข่งขัน  แล้วเริ่มเล่นเกมพร้อมกันด้วยชุดคำถามที่เหมือนกัน  เมื่อการแข่งขันจบลง  ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะกลับไปเข้าทีมเดิมของตนพร้อมคะแนนที่ได้รับ  ทีมที่ได้คะแนนรวมสูงสุดถือว่าเป็นทีมชนะเลิศ

      3.  กลุ่มร่วมมือช่วยเหลือ  (Team  Assisted  Individualization : TAT)

เทคนิคการเรียนรู้วิธีนี้  เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนได้แสดงความสามารถเฉพาะตนก่อน  แล้วจึงจับคู่ตรวจสอบกันและกัน  ช่วยเหลือกันทำใบงานจนสามารถผ่านได้  ต่อจากนั้นจึงนำคะแนนของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนนของกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นฝ่ายได้รับรางวัล

ลักษณะการจัดกิจกรรม

กลุ่มจะมีสมาชิก 2 – 4 คน จับคู่กันทำงานตามใบงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วแลกเปลี่ยนกันตรวจผลงาน ถ้าผลงานยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ต้องแก้ไขจนกว่าจะผ่าน ต่อจากนั้นทุกคนจะทำข้อทดสอบ คะแนนของทุกคนจะมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัล

    4.  กลุ่มสืบค้น  (Group  Investigation : GI)

กลุ่มสืบค้น  เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้รับมอบหมายให้ค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ  ประกอบเนื้อหาที่เรียน  อาจเป็นการทำงานตามใบงานที่กำหนด  โดยที่ทุกคนในกลุ่มรับรู้และช่วยกันทำงาน

ลักษณะการจัดกิจกรรม

สมาชิกกลุ่มจะช่วยกันศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ  หรือความรู้มานำเสนอต่อชั้นเรียน  โดยผู้สอนแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อย่อย  แต่ละกลุ่มศึกษากลุ่มละ 1 หัวข้อ  เมื่อพร้อม  ผู้เรียนจะนำเสนอผลงานทีละกลุ่ม  แล้วร่วมกันประเมินผลงาน

5.  กลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน  (Learning  Together : LT)

กลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน  เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้สมาชิกในกลุ่มได้รับผิดชอบ  มีบทบาทหน้าที่ทุกคน  เช่น  เป็นผู้อ่าน  เป็นผู้จดบันทึก  เป็นผู้รายงานนำเสนอ  เป็นต้น  ทุกคนช่วยกันทำงาน  จนได้ผลงานสำเร็จ  ส่งและนำเสนอผู้สอน

ลักษณะการจัดกิจกรรม

กลุ่มผู้เรียนจะแบ่งหน้าที่กันทำงาน  เช่น เป็นผู้อ่านคำสั่งใบงาน เป็นผู้จดบันทึกงาน  เป็นผู้หาคำตอบ  เป็นผู้ตรวจคำตอบ กลุ่มจะได้ผลงานที่เกิดจากการทำงานของทุกคน

     6. กลุ่มร่วมกันคิด  (Numbered  Heads  Together : NHT)

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับการทบทวนหรือตรวจสอบความเข้าใจ  สมาชิกกลุ่มจะประกอบด้วยผู้เรียนที่มีความสามารถเก่ง  ปานกลาง  และอ่อนคละกัน  จะช่วยกันค้นคว้าเตรียมตัวตอบคำถามที่ผู้สอนจะทดสอบ  ผู้สอนจะเรียกถามทีละคน  กลุ่มที่สมาชิกสามารถตอบคำถามได้มากแสดงว่าได้ช่วยเหลือกันดี

ลักษณะการจัดกิจกรรม

สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกัน  จะร่วมกันอภิปรายปัญหาที่ได้รับเพื่อให้เกิดความพร้อมและความมั่นใจที่จะตอบคำถามผู้สอน  ผู้สอนจะเรียกสมาชิกกลุ่มให้ตอบทีละคน  แล้วนำคะแนนของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนนของกลุ่ม

7. กลุ่มร่วมมือ  (Co – op  Co – op)

กลุ่มร่วมมือเป็นเทคนิคการทำงานกลุ่มวิธีหนึ่ง  โดยสมาชิกในกลุ่มที่มีความสามารถและความถนัดแตกต่างกันได้  แสดงบทบาทตามหน้าที่ที่ตนถนัดอย่างเต็มที่  ทำให้งานประสบผลสำเร็จ  วิธีนี้ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกความรับผิดชอบการทำงานกลุ่มร่วมกัน  และสนองต่อหลักการของการเรียนรู้  และร่วมมือที่ว่า  “ความสำเร็จแต่ละคน คือ ความสำเร็จของกลุ่ม ความสำเร็จของกลุ่ม คือ ความสำเร็จของทุกคน”

ลักษณะการจัดกิจกรรม

สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบไปศึกษาหัวข้อย่อยทีได้รับมอบหมาย  แล้วนำงานจากการศึกษาค้นคว้ามารวมกันเป็นงานกลุ่มปรับปรุงให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง  มีความสละสลวย  เสร็จแล้วจึงนำเสนอต่อชั้นเรียน  ทุกกลุ่มจะช่วยกันประเมินผลงาน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่า  การเรียนรู้แบบร่วมมือ  เป็นวิธีการที่ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างแท้จริง  ได้ฝึกความรับผิดชอบ  ฝึกเป็นผู้นำ  ผู้ตามกลุ่มฝึกการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ  และฝึกทักษะทางสังคม  ผู้สอนควรเลือกใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ  ดังกล่ามาให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ  และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้

 

วิธีการเรียนแบบร่วมมือ

       วันเพ็ญ จันทร์เจริญ (2542  : 119-128) กล่าวถึง วิธีการเรียนแบบร่วมมือที่นิยมใช้กันมีเทคนิคสำคัญ  2  แบบ  คือ  แบบเป็นทางการ  (Formal  cooperative  learning)  และแบบไม่เป็นทางการ  (Informal  cooperative  learning)

  1.  การเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ มีดังนี้

1.1  เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม (Team – Games – Tournament  หรือ  TGT)  คือ การจัดกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ  กลุ่มละ 4  คน  ระดับความสามารถต่างกัน  (Heterogeneous  teams)  คือ  นักเรียนเก่ง  1  คน  ปานกลาง  2  คน  และอ่อน  1  คน  ครูกำหนดบทเรียนและการทำงานของกลุ่มเอาไว้  ครูทำการสอนบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้นแล้วให้กลุ่มทำงานตามที่กำหนด  นักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน  เด็กเก่งช่วยและตรวจงานของเพื่อนให้ถูกต้องก่อนนำส่งครู  แล้วจัดกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มแข่งขันที่มีความสามารถเท่า ๆ กัน  (Homogeneous  tournament  teams)  มาแข่งขันตอบปัญหาซึ่งจะมีการจัดกลุ่มใหม่ทุกสัปดาห์  โดยพิจารณาจากความสามารถของแต่ละบุคคล  คะแนนของกลุ่มจะได้จากคะแนนของสมาชิกที่เข้าแข่งขันร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ ร่วมกัน  แล้วมีการมอบรางวัลให้แก่กลุ่มที่ได้คะแนนสูงถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้

        1.2 เทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์  (Student  Teams  Achievement

Divisions  หรือ  STAD)  คือ  การจัดกลุ่มเหมือน  TGT  แต่ไม่มีการแข่งขัน  โดยให้นักเรียนทุกคนต่างคนต่างทำข้อสอบ  แล้วนำคะแนนพัฒนาการ  (คะแนนที่ดีกว่าเดิมในการสอบครั้งก่อน) ของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม  และมีการให้รางวัล

1.3 เทคนิคการจัดกลุ่มแบบช่วยรายบุคคล  (Team  Assisted  Individualization  หรือ  TA)  เทคนิคนี้เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์  ใช้สำหรับระดับประถมปีที่ 3 – 6 วิธีนี้สมาชิกกลุ่มมี  4  คน  มีระดับความรู้ต่างกัน  ครูเรียกเด็กที่มีความรู้ระดับเดียวกันของแต่ละกลุ่มมาสอนตามความยากง่ายของเนื้อหา  วิธีที่สอนจะแตกต่างกัน  เด็กกลับไปยังกลุ่มของตน  และต่างคนต่างทำงานที่ได้รับมอบหมายแต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  มีการให้รางวัลกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดีกว่าเดิม

1.4 เทคนิคโปรแกรมการร่วมมือในการอ่านและเขียน  (Cooperative

Integrated  Reading  and  Composition  หรือ  CIRC)  เทคนิคนี้ใช้สำหรับวิชา  อ่าน  เขียน  และทักษะอื่น ๆ ทางภาษา  สมาชิกในกลุ่มมี  4  คน  มีพื้นความรู้เท่ากัน  2  คน  อีก  2  คน  ก็เท่ากัน  แต่ต่างระดับความรู้กับ  2  คนแรก  ครูจะเรียกคู่ที่มีความรู้ระดับเท่ากันจากกลุ่มทุกกลุ่มมาสอน  ให้กับเข้ากลุ่ม  แล้วเรียกคู่ต่อไปจากทุกกลุ่มมาสอน  คะแนนของกลุ่มพิจารณาจากคะแนนสอบของสมาชิกกลุ่มเป็นรายบุคคล

1.5 เทคนิคการต่อภาพ (Jigsaw)  เทคนิคนี้ใช้สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 – 6

สมาชิกในกลุ่มมี  6  คน  ความรู้ต่างระดับกัน  สมาชิกแต่ละคนไปเรียนร่วมกันกับสมาชิกของกลุ่มอื่น ๆ ในหัวข้อที่ต่างกันออกไป  แล้วทุกคนกลับมากลุ่มของตน  สอนเพื่อนในสิ่งที่ตนไปเรียนร่วมกับสมาชิกของกลุ่มอื่นๆ  มา  การประเมินผลเป็นรายบุคคลแล้วรวมเป็นคะแนนของกลุ่ม

1.6 เทคนิคการต่อภาพ  2  (Jigsaw  II)  เทคนิคนี้สมาชิกในกลุ่ม 4 – 5 คน

นักเรียนทุกคนสนใจเรียนบทเรียนเดียวกัน  สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้ความสนใจในหัวข้อย่อยของบทเรียนต่างกัน  ใครที่สนใจหัวข้อเดียวกันจะไปประชุมกัน  ค้นคว้าและอภิปราย  แล้วกลับมาที่กลุ่มเดิมของตนสอนเพื่อนในเรื่องที่ตนเองไปประชุมกับสมาชิกของกลุ่มอื่นมา  ผลการสอบของแต่ละคนเป็นคะแนนของกลุ่ม  กลุ่มที่ทำคะแนนรวมได้ดีกว่าครั้งก่อน  (คิดคะแนนเหมือน STAD)  จะได้รับรางวัล  ขั้นตอนการเรียนมีดังนี้

1)       ครูแบ่งหัวข้อที่จะเรียนเป็นหัวข้อย่อยๆให้เท่ากับจำนวนสมาชิกของแต่ละกลุ่ม

2)       จัดกลุ่มนักเรียนโดยให้มีความสามารถคละกันภายในกลุ่มเป็นกลุ่มบ้าน

(Home  group)  สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ตนได้รับมอบหมายเท่านั้น โดยใช้เวลาตามที่ครูกำหนด

3)       จากนั้นนักเรียนที่อ่านหัวข้อย่อยเดียวกันมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงาน  ซักถาม

และทำกิจกรรม  ซึ่งเรียกว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  (Expert  group)  สมาชิกทุก ๆ คน  ร่วมมือกันอภิปรายหรือทำงานอย่างเท่าเทียมกัน  โดยใช้เวลาตามที่ครูกำหนด

4)       นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับมายังกลุ่มบ้าน  (Home group)

ของตน  จากนั้นผลัดเปลี่ยนกันอธิบายให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มฟัง  เริ่มจากหัวข้อย่อยที่  1, 2, 3และ 4  เป็นต้น

5)      ทำการทดสอบหัวข้อย่อย 1 – 4 กับนักเรียนทั้งห้อง  คะแนนของสมาชิก

แต่ละคนในกลุ่มรวมเป็นคะแนนกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับการติดประกาศ
1.7 เทคนิคการตรวจสอบเป็นกลุ่ม  (Group  Investigation)  เทคนิคนี้สมาชิก

ในกลุ่มมี 2 – 6 คน  เป็นรูปแบบที่ซับซ้อน  แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการจะศึกษาค้นคว้า  สมาชิกในกลุ่มแบ่งงานกันทั้งกลุ่มมีการวางแผนการดำเนินงานตามแผน  การวิเคราะห์  การสังเคราะห์งานที่ทำ  การนำเสนอผลงานหรือรายงานต่อหน้าชั้น  การให้รางวัลหรือให้คะแนนเป็นกลุ่ม

1.8 เทคนิคการเรียนร่วมกัน  (Learning  Together)  วิธีนี้สมาชิกในกลุ่มมี 4 – 5

คน  ระดับความรู้ความสามารถต่างกัน  ใช้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 – 6 โดยครูทำการสอนทั้งชั้น เด็กแต่ละกลุ่มทำงานตามที่ครูมอบหมาย  คะแนนของกลุ่มพิจารณาจากผลงานของกลุ่ม

     1.9 เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือร่วมกลุ่ม  (Co – op – Co – op)  ซึ่งเทคนิคนี้

ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ  ดังนี้คือ  นักเรียนช่วยกันอภิปรายหัวข้อที่จะศึกษา  แบ่งหัวข้อใหญ่เป็นหัวข้อย่อย  แล้วจัดนักเรียนเข้ากลุ่มตามความสามารถที่แตกต่างกัน  กลุ่มเลือกหัวข้อที่จะศึกษาตามความสนใจของกลุ่ม  กลุ่มแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นหัวข้อเล็ก ๆ เพื่อนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเลือกไปศึกษา  และมีการกำหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนภายในกลุ่ม  แล้วนักเรียนเลือกศึกษาเรื่องที่ตนเลือกและนำเสนอต่อกลุ่ม  กลุ่มรวบรวมหัวข้อต่าง ๆ จากนักเรียนทุกคนภายในกลุ่ม  แล้วรายงานผลงานต่อชั้นและมีการประเมินผลงานของกลุ่ม

เทคนิคทั้ง  9  ดังกล่าวข้างต้นนี้  ส่วนมากจะใช้ตลอดคาบการเรียนหรือตลอด

กิจกรรมการเรียนในแต่ละคาบ  เรียกการเรียนแบบร่วมมือประเภทนี้ว่า  การเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ  (Formal  cooperative  Learning)  แต่ยังมีเทคนิคอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละคาบ  อาจใช้ในขั้นนำ สอดแทรกในขั้นสอนตอนใด  ๆ  ก็ได้  หรือใช้ในขั้นสรุป  หรือขั้นทบทวน  หรือขั้นวัดผล  เรียกการเรียนแบบร่วมมือประเภทนี้ว่า  การเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ  (Informal  cooperative  learning)  ดังนี้

 

   2.  การเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ  มีดังนี้

คาเกน  (Kagan 1994  อ้างใน  พิมพันธ์  เดชะคุปต์,  2541 : 43))  ได้ออกแบบ

เทคนิคการเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการไว้ถึง  52  เทคนิค  ในที่นี้จะขอแนะนำเทคนิคของการเรียนแบบร่วมมือแบบไม่เป็นทางการจำนวน  9  เทคนิค  ซึ่งเป็นเทคนิคที่กระทำได้ง่ายจึงสะดวกที่จะนำไปใช้  ดังนี้

2.1        การพูดเป็นคู่  (Rally  Robin)  เป็นเทคนิคเปิดโอกาสให้นักเรียนพูด  ตอบ

แสดงความคิดเห็นเป็นคู่  ๆ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนใช้เวลาเท่า ๆ กัน  หรือใกล้เคียงกัน  ตัวอย่างเช่น  กลุ่มมีสมาชิก  4  คน  แบ่งเป็น 2  คู่  คู่หนึ่งประกอบด้วยสมาชิกคนที่  1 และคนที่  2  แต่ละคู่จะพูดพร้อมๆ  กันไป  โดย 1 พูด  2  ฟัง  ในเวลาที่กำหนด  จากนั้น  2  พูด  1  ฟัง  ในเวลาที่กำหนดเช่นกัน

2.2        การเขียนเป็นคู่  (Rally Table)  เป็นเทคนิคคล้ายกับการพูดเป็นคู่  ทุก

ประการต่างกันเพียงการเขียนเป็นคู่  เป็นการร่วมมือเป็นคู่ ๆ  โดยผลัดกันเขียน  หรือวาด  (ใช้อุปกรณ์  กระดาษ  2 แผ่นและปากกา  2  ด้ามต่อกลุ่ม)

2.3        การพูดรอบวง  (Round  Robin)  เป็นเทคนิคที่สมาชิกของกลุ่มผลัดกันพูด

ตอบ  เล่า  อธิบาย  โดยไม่ใช้การเขียน  การวาด  และเป็นการพูดที่ผลัดกันทีละคนตามเวลาที่กำหนด  จนครบ  4  คน

2.4        การเขียนรอบวง  (Roundtable)  เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวง

แตกต่างกันที่เน้นการเขียน  การวาด  (ใช้อุปกรณ์  กระดาษ  1  แผ่น  และปากกา 1  ด้ามต่อกลุ่ม)  วิธีการคือ  ผลัดกันเขียนลงในกระดาษที่เตรียมไว้ทีละคนตามเวลาที่กำหนด

เทคนิคนี้อาจดัดแปลงให้สมาชิกทุกคนเขียนคำตอบ  หรือบันทึกผลการคิดพร้อม ๆ กันทั้ง  4  คน  ต่างคนต่างเขียนในเวลาที่กำหนด  (ใช้อุปกรณ์ : กระดาษ 4 แผ่น  และปากกา 4 ด้าม)  เรียกเทคนิคนี้ว่าการเขียนพร้อมกันรอบวง (Simultaneous  Roundtable)

2.5          การแก้ปัญหาด้วยการต่อภาพ  (Jigsaw  Problem  Solving)  เป็นเทคนิคที่

สมาชิกแต่ละคนคิดคำตอบของตนเองไว้จากนั้นกลุ่มนำคำตอบของทุก ๆ  คนมาร่วมกันอภิปราย  เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด

2.6         คิดเดี่ยว  คิดคู่  ร่วมกันคิด  (Think  Pair  Share) เป็นเทคนิคโดยเริ่มจาก

ปัญหาหรือโจทย์คำถาม  โดยสมาชิกแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อน  แล้วนำคำตอบไปอภิปรายกับเพื่อนเป็นคู่  จากนั้นจึงนำคำตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน  4  คน  เมื่อมั่นใจว่าคำตอบของตนถูกต้องหรือดีที่สุด  จึงนำคำตอบเล่าให้เพื่อนฟัง

2.7         อภิปรายเป็นคู่  (Pair  Discussion)  เป็นเทคนิคที่เมื่อครูถามคำถาม  หรือ

กำหนดโจทย์แล้ว  ให้สมาชิกที่นั่งใกล้กันร่วมกันคิด  และอภิปรายเป็นคู่

2.8         อภิปรายเป็นทีม  (Team  Discussion)  เป็นเทคนิคที่เมื่อครูตั้งคำถามแล้ว 

ให้สมาชิกของกลุ่มทุก  ๆ  คน  ร่วมกันคิด  พูด  อภิปรายพร้อมกัน

2.9         ทำเป็นกลุ่ม  ทำเป็นคู่  และทำคนเดียว  (Team – pair – Solo)  เป็น

เทคนิคที่เมื่อครูกำหนดปัญหา  หรือโจทย์  หรืองานให้ทำ  แล้วสมาชิกจะทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานแล้วเสร็จ  จากนั้นจะแบ่งสมาชิกเป็นคู่ให้ทำงานร่วมกันเป็นคู่จนงานสำเร็จแล้วถึงขั้นสุดท้าย  ให้สมาชิกแต่ละคนทำงานคนเดียวจนสำเร็จ

            การเรียนแบบร่วมมือกำลังได้รับความสนใจในหมู่นักการศึกษา  ครู  อาจารย์  ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง  การเรียนแบบร่วมมือมีทั้งเทคนิคที่นำมาใช้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องปรับและเทคนิคที่ต้องปรับเพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนและเนื้อหาวิชา  อย่างไรก็ตาม  การเรียนแบบร่วมมือก็นับเป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ

    ไสว  ฟักขาว ( 2544 : 195 – 217)  กล่าวถึง รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือที่นิยมใช้ในปัจจุบัน  มี   7  รูปแบบ  ดังนี้

      1. รูปแบบ  Jigsaw  เป็นการสอนที่อาศัยแนวคิดการต่อภาพ  ผู้เสนอวิธีการนี้คนแรก คือ  อารอนสันและคณะ  (Aronson  and  Ohters, 1978 : 22 – 25)  ต่อมามีการปรับและเพิ่มเติมขั้นตอน  แต่วิธีการหลักยังคงเดิม  การสอนแบบนี้นักเรียนแต่ละคนจะได้ศึกษาเพียงส่วนหนึ่งหรือหัวข้อย่อย  ของเนื้อหาทั้งหมด  โดยการศึกษาเรื่องนั้น ๆ  จากเอกสารหรือกิจกรรมที่ครูจัดให้  ในตอนที่ศึกษาหัวข้อย่อยนั้น  นักเรียนจะทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาหัวข้อย่อยเดียวกัน  และเตรียมพร้อมที่จะกลับไปอธิบายหรือสอนเพื่อนสมาชิกในกลุ่มพื้นฐานของตนเอง

Jigsaw มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ

1)           การเตรียมสื่อการเรียนการสอน (Preparation of Materials) ครูสร้างใบงาน

ให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนของกลุ่ม  และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน  แต่ถ้ามีหนังสือเรียนอยู่แล้วยิ่งทำให้ง่ายขึ้นได้  โดยแบ่งเนื้อหาในแต่ละหัวข้อเรื่องที่จะสอนเพื่อทำใบงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญ  ในใบงานควรบอกว่านักเรียนต้องทำอะไร  เช่น  ให้อ่านหนังสือหน้าอะไร อ่านหัวข้ออะไร  จากหนังสือหน้าไหนถึงหน้าไหน  หรือให้ดูวีดีทัศน์  หรือให้ลงมือปฏิบัติการทดลองพร้อมกับคำถามให้ตอบตอนท้ายของกิจกรรมที่ทำด้วย

2)  การจัดสมาชิกของกลุ่มและของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  (Teams  And  Expert  Groups)               ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ  (Home  Groups)  แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องตามใบงานที่ครูสร้างขึ้น  ครูแจกใบงานให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในกลุ่ม  และให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนศึกษาใบงานของตนก่อนที่จะแยกไปตามกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ  (Expert  Groups)  เพื่อทำงานตามใบงานนั้น ๆ  เมื่อนักเรียนพร้อมที่จะทำกิจกรรม  ครูแยกกลุ่มนักเรียนใหม่ตามใบงาน  กิจกรรมในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกัน  ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาหัวข้อตามใบงานที่แตกต่างกัน  ดังนั้นใบงานที่ครูสร้างขึ้นจึงมีความสำคัญมาก  เพราะในใบงานจะนำเสนอด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มอาจจะลงมือปฏิบัติการทดลองศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย  พร้อมกับเตรียมการนำเสนอสิ่งนั้นอย่างสั้น ๆ เพื่อว่าเขาจะได้นำกลับไปสอนสมาชิกคนอื่นๆ  ในกลุ่มที่ไม่ได้ศึกษาในหัวข้อดังกล่าว

3) การรายงานและการทดสอบย่อย  (Reports  And  Quizzes)  เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ                     แต่ละกลุ่มทำงานเสร็จแล้ว  ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะกลับไปยังกลุ่มเดิมของตัวเอง                          (Home  Group)  แล้วสอนเรื่องที่ตัวเองทำให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มครู กระตุ้นให้นักเรียนใช้วิธีการต่าง ๆ ในการนำเสนอสิ่งที่จะสอน  นักเรียนอาจใช้วิธีการสาธิต  อ่านรายงาน ใช้คอมพิวเตอร์ รูปถ่าย ไดอะแกรม แผนภูมิหรือภาพวาดในการนำเสนอความคิดเห็น ครูกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มได้มีการอภิปรายและซักถามปัญหาต่าง ๆ โดยที่สมาชิกแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้แต่ละเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนนำเสนอ

เมื่อผู้เชี่ยวชาญได้รายงานผลงานกับกลุ่มของตัวเองแล้ว  ควรมีการอภิปราย

ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนได้ศึกษา หลังจากนั้นครูก็ทำการทดสอบย่อย  เกณฑ์การประเมินการให้คะแนนเหมือนกับวิธีการของ  STAD

วิธีการของ  Jigsaw  จะดีกว่า  STAD  ตรงที่ว่า  เป็นการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนมี

ความรับผิดชอบในการเรียนมากขึ้น และนักเรียนยังรับผิดชอบกับการสอนสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่มอีกด้วย นักเรียนไม่ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนจะต้องรับผิดชอบ

เหมือน ๆ กัน  ถึงแม้ว่าความลึกความกว้างหรือคุณภาพของรายงานจะแตกต่างกันก็ตาม

ขั้นตอนการสอนแบบ  Jigsaw  มีดังนี้

ขั้นที่  1  :  ครูแบ่งหัวข้อที่จะเรียนเป็นหัวข้อย่อยเท่าจำนวนสมาชิกของแต่ละ

กลุ่ม ถ้ากลุ่มขนาด 3  คน  ให้แบ่งเนื้อหาออกเป็น  3  ส่วน

ขั้นที่  2  :  จัดกลุ่มนักเรียนให้มีสมาชิกที่มีความสามารถคละกัน  เป็นกลุ่ม

พื้นฐานหรือ  Home  Groups จำนวนสมาชิกในกลุ่มอาจเป็น  3  หรือ  4 คนก็ได้  จากนั้นแจกเอกสารหรืออุปกรณ์การสอนให้กลุ่มละ  1 ชุด หรือให้คนละชุดก็ได้กำหนดให้สมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบอ่านเอกสารเพียง  1  ส่วนที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น  หากแต่ละกลุ่มได้รับเอกสารเพียงชุดเดียว
ให้นักเรียนแยกเอกสารออกเป็นส่วน ๆ ตามหัวข้อย่อยดังนี้

ในแต่ละกลุ่ม  นักเรียนคนที่  1 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่  1

นักเรียนคนที่  2 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่  2

นักเรียนคนที่  3 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่  3

ขั้นที่  3  :  เป็นการศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  (Expert  Groups)  นักเรียนจะ

แยกย้ายจากกลุ่มพื้นฐาน  ไปจับกลุ่มใหม่เพื่อทำการศึกษาเอกสารส่วนที่ได้รับมอบหมาย  โดยคนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเอกสารหัวข้อย่อยเดียวกัน  จะไปนั่งเป็นกลุ่มด้วยกัน  กลุ่มละ 3 หรือ 4 คน  แล้วแต่จำนวนสมาชิกของกลุ่มที่ครูกำหนดในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  สมาชิกจะอ่านเอกสาร  สรุปเนื้อหาสาระ  จัดลำดับขั้นตอน  การนำเสนอ  เพื่อเตรียมทุกคนให้พร้อมที่จะไปสอนหัวข้อนั้น  ที่กลุ่มเดิมของตนเอง

ขั้นที่ 4  :  นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับกลุ่มเดิมของตน  แล้วผลัด

เปลี่ยนเวียนกันอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มฟังทีละหัวข้อ  มีการซักถามข้อสงสัย  ตอบปัญหา  ทบทวนให้เข้าใจชัดเจน

ขั้นที่  5 :  นักเรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับเนื้อหาทั้งหมดทุกหัวข้อ

แล้วนำคะแนนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม

ขั้นที่  6 :  กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด  จะได้รับรางวัล  หรือการชมเชยการสอนแบบ     Jigsaw  เป็นการสอนที่อาจนำไปใช้ในการทบทวนเนื้อหาที่มีหลาย ๆ หัวข้อหรือใช้กับบทเรียนที่เนื้อหาแบ่งแยกเป็นส่วน ๆ  ได้  และเป็นเนื้อหาที่นักเรียนศึกษาจากเอกสารและสื่อการสอนได้

 

          2.  รูปแบบ  STAD (Student  Teams – Achievement  Division)  (8. : 208-211)

    สลาวิน  (Slavin : 1980)  ได้เสนอรูปแบบการเรียนแบบเป็นทีม  (Student  Teams

Learning  Method)  ซึ่งมี  4  รูปแบบ  คือ  student  Teams – Achievement  Divisions  (STAD)  และ  Teams – Games – Toumaments  (TGT)  ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถปรับใช้กับทุกวิชาและระดับชั้น  Team  Assisted  Individualization  (TAI)  เป็นรูปแบบที่เหมาะกับการสอนวิชาคณิตศาสตร์  และ Cooperative  Integrated  Reading  and  Composition  (CIRC)  ซึ่งเป็นรูปแบบในการสอนอ่านและการเขียน

       หลักการพื้นฐานของรูปแบบการเรียนแบบเป็นทีมของสลาวิน  ประกอบด้วย

1 .การให้รางวัลเป็นทีม  (Team  Rewards)  ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการวางเงื่อนไขให้นักเรียนพึ่งพากัน  จัดว่าเป็น  Positive  Interdependence

2. การจัดสภาพการณ์ให้เกิดความรับผิดชอบในส่วนบุคคลที่จะเรียนรู้ (Individual Accountability) ความสำเร็จของทีมหรือกลุ่ม อยู่ที่การเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละคนในทีม

3. การจัดให้มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะประสบความสำเร็จ (Equal  Opportunities For Success)  นักเรียนมีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จด้วยการพยายามทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมในรูปของคะแนนปรับปรุง  ดังนั้น  แม้แต่คนที่เรียนอ่อนก็สามารถมีส่วนช่วยทีมได้  ด้วยการพยายามทำคะแนนให้ดีกว่าครั้งก่อน ๆ  นักเรียนทั้งเก่ง  ปานกลาง  และอ่อน ต่างได้รับการส่งเสริมให้ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด  ผลงานของทุกคนในทีมมีค่าภายใต้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนแบบนี้

สำหรับรูปแบบ  STAD  เป็นรูปแบบหนึ่งที่  สลาวิน (Slavin) ได้เสนอไว้  เมื่อปี  ค.ศ. 1980  นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญ  5  ประการ  คือ

  องค์ประกอบที่สำคัญ  5  ประการ  คือ

1. การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน  (Class Presentation) ครูเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเรียนต้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นมโนมติ ทักษะและ/หรือกระบวนการ การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียนนี้อาจใช้การบรรยาย การสาธิตประกอบการบรรยาย การใช้วีดีทัศน์หรือแม้แต่การให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองตามหนังสือเรียน

2. การทำงานเป็นกลุ่ม (Teams)  ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนประมาณ  4 – 5  คน  ที่มีความสามารถแตกต่างกัน  มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย  และมีหลายเชื้อชาติ  ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนในกลุ่มได้ทราบถึงหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มว่านักเรียนต้องช่วยเหลือกัน  เรียนร่วมกัน  อภิปรายปัญหาร่วมกัน  ตรวจสอบคำตอบของงานที่ได้รับมอบหมายและแก้ไขคำตอบร่วมกัน  สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  ให้กำลังใจและทำงานร่วมกันได้

     3. การทดสอบย่อย  (Quizzes)  หลังจากที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จ

เรียบร้อยแล้ว  ครูก็ทำการทดสอบย่อยนักเรียน  โดยนักเรียนต่างคนต่างทำ  เพื่อเป็นการประเมินความรู้ที่นักเรียนได้เรียนมา  สิ่งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นความรับผิดชอบของนักเรียน

4. คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน  (Individual Improvement Score)

คะแนนพัฒนาการของนักเรียนจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนทำงานหนักขึ้น  ในการทดสอบแต่ละครั้งครูจะมีคะแนนฐาน  (Base  Score)  ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุดของนักเรียนในการทดสอบย่อยแต่ละครั้ง  ซึ่งคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนได้จากความแตกต่างระหว่างคะแนนพื้นฐาน  (คะแนนต่ำสุดในการทดสอบ)  กับคะแนนที่นักเรียนสอบได้ในการทดสอบย่อยนั้น ๆ ส่วนคะแนนของกลุ่ม  (Team  Score)  ได้จากการรวมคะแนนพัฒนาการของนักเรียนทุกคนในกลุ่มเข้าด้วยกัน

 

 

5. การรับรองผลงานของกลุ่ม  (Team  Recognition)  โดยการประกาศคะแนน

ของกลุ่มแต่ละกลุ่มให้ทราบ  พร้อมกับให้คำชมเชย  หรือให้ประกาศนียบัตรหรือให้รางวัลกับกลุ่มที่มีคะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด  โปรดจำไว้ว่า  คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมีความสำคัญเท่าเทียมกับคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รับจากการทดสอบ

 

สำหรับขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เป็นดังนี้
       ขั้นที่ 1 : ขั้นสอน  ครูดำเนินการสอนเนื้อหา ทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนนั้น ๆ

อาจเป็นกิจกรรมที่ครูบรรยาย  สาธิต ใช้สื่อประกอบการสอน หรือให้นักเรียนทำกิจกรรม

ขั้นที่ 2 : ขั้นทบทวนความรู้เป็นกลุ่ม  แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 4 – 5  คน

ที่มีความสามารถทางการเรียนต่างกัน  สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจกัน  สมาชิกทุกคนจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรู้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบย่อย ครูเน้นให้นักเรียนทำดังนี้

     ขั้นที่ 3 : ขั้นทดสอบย่อย  ครูจัดให้นักเรียนทำแบบทดสอบย่อย หลังจากนักเรียน

เรียนและทบทวนเป็นกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่กำหนด  นักเรียนทำแบบทดสอบคนเดียว

ขั้นที่ 4 : ขั้นหาคะแนนพัฒนาการ  คะแนนพัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการ

พิจารณาความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบครั้งก่อน ๆ  กับคะแนนการทดสอบครั้งปัจจุบัน  ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนกำหนดไว้  ดังนั้น  จะต้องมีการกำหนดคะแนนฐานของนักเรียนแต่ละคน  ซึ่งอาจได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบ  3 ครั้งก่อน หรืออาจใช้คะแนนทดสอบครั้งก่อนหากเป็นการหาคะแนนปรับปรุงโดยใช้รูปแบบการสอน STAD เป็นครั้งแรก

ขั้นที่ 5 : ขั้นให้รางวัลกลุ่ม  กลุ่มที่ได้คะแนนพัฒนาการตามเกณฑ์ที่กำหนดจะ

ได้รับคำชมเชยหรือติดประกาศที่บอร์ดในห้องเรียน

การจัดกิจกรรมรูปแบบ  STAD  อาจนำไปใช้กับบทเรียนใด ๆ ก็ได้  เนื่องจากขั้นแรก

เป็นการสอนที่ครูดำเนินการตามปกติ  แล้วจึงจัดให้มีการทบทวนเป็นกลุ่ม

 

 

 

 

 

          3. รูปแบบ  LT  (Learning  Together) 

   รูปแบบ  LT  (Learning  Together)  นี้  จอห์นสัน  และจอห์นสัน  (Johnson  and

Johnson)  เป็นผู้เสนอในปี ค.ศ. 1975  ต่อมาในปี ค.ศ. 1984  เขาเรียกรูปแบบนี้ว่า  วงกลมการเรียนรู้  (Circles  of  Learning)  รูปแบบนี้มีการกำหนดสถานการณ์และเงื่อนไขให้นักเรียนทำผลงานเป็นกลุ่ม  ให้นักเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันเอกสาร  การแบ่งงานที่เหมาะสม  และการให้รางวัลกลุ่ม  ซึ่งจอห์นสันและจอห์นสันได้เสนอหลักการจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือไว้ว่า
การจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือตามรูปแบบ  LT จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  1. สร้างความรู้สึกพึ่งพากัน  (Positive  Interdependence)  ให้เกิดขึ้นในกลุ่ม

นักเรียน  ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี

  1. จัดให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน  (Face – To – Face  Interaction)

ให้นักเรียนทำงานด้วยกันภายใต้บรรยากาศของความช่วยเหลือและส่งเสริมกัน

  1. จัดให้มีความรับผิดชอบในส่วนบุคคลที่จะเรียนรู้  (Individual  Accountability)

เป็นการทำให้นักเรียนแต่ละคนตั้งใจเรียนและช่วยกันทำงาน  ไม่กินแรงเพื่อน

  1. ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะสังคม(Social  Skills) การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี

นักเรียนต้องมีทักษะทางสังคมที่จำเป็น  ได้แก่  ความเป็นผู้นำ  การตัดสินใจ  การสร้าง      ความไว้ใจ  การสื่อสาร  และทักษะการจัดการกับข้อขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

  1. จัดให้มีกระบวนการกลุ่ม  (Group  Processing)  เป็นการเปิดโอกาสให้

นักเรียนประเมินการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม  ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  และหาทางปรับปรุงการทำงานกลุ่มให้ดีขึ้น

จากหลักการดังกล่าวทำให้ได้รูปแบบการเรียนรู้ร่วมกัน  หรือ  Learning Together

ที่นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้ผลงานกลุ่ม  ในขณะทำงานนักเรียนช่วยกันคิดและช่วยกันตอบคำถาม  พยายามทำให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมและทุกคนเข้าใจที่มาของคำตอบ  ให้นักเรียนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนก่อนที่จะถามครู  และครูชมเชยหรือให้รางวัลกลุ่มตามผลงานของกลุ่มเป็นหลัก

 

 

 

 

     ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ  LT 

  1. ครูและนักเรียนทบทวนเนื้อหาเดิม  หรือความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
  2. ครูแจกแบบฝึกหรืองานให้ทุกกลุ่ม  กลุ่มละ  1  ชุดเหมือนเดิม  นักเรียนช่วยทำงานโดยแบ่งหน้าที่แต่ละคน  เช่น

นักเรียนคนที่ 1  อ่านคำแนะนำ  คำสั่งหรือโจทย์ในการดำเนินงาน

นักเรียนคนที่ 2  ฟังขั้นตอนและรวบรวมข้อมูล

นักเรียนคนที่ 3  อ่านสิ่งที่โจทย์ต้องการทราบแล้วหาคำตอบ

นักเรียนคนที่ 4  ตรวจคำตอบ

เมื่อนักเรียนทำแต่ละข้อหรือแต่ละส่วนเสร็จแล้ว  ให้นักเรียนหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าที่

กันในการทำโจทย์ข้อถัดไปทุกครั้งจนเสร็จแบบฝึกทั้งหมด

  1. แต่ละกลุ่มส่งกระดาษคำตอบหรือผลงานเพียงชุดเดียว  ถือว่าเป็นผลงานที่

สมาชิกทุคนยอมรับ  และเข้าใจแบบฝึกหรือการทำงานชิ้นนี้แล้ว

  1. ตรวจคำตอบหือผลงานให้คะแนนด้วยกลุ่มเองหรือครูก็ได้  กลุ่มที่ได้คะแนน

สูงสุดจะได้รางวัลหรือติดประกาศไว้ในบอร์ด

 

                       4.  รูปแบบ  TAI (Team Assisted  Individualization)

TAI  (Team  Assisted  Individualization) คือ วิธีการสอนที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบร่วมมือ  (Cooperative Learning) และการสอนรายบุคคล (Individualization Instruction) เข้าด้วยกัน โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือทำกิจกรรมในการเรียนได้ด้วยตนเองตามความสามารถของตนและส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

         ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

  1.  จัดนักเรียนเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ 4 – 5  คน ประกอบด้วยนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน
    1. ทดสอบจัดระดับ  (Placement  Test)  ตามคะแนนที่ได้
    2. นักเรียนศึกษาเอกสารแนะนำบทเรียน  ทำกิจกรรมจากสื่อที่ได้รับ                                             จบแล้วส่งให้เพื่อนในกลุ่ม
      1. เมื่อนักเรียนทำแบบฝึกหัดทักษะในสื่อที่ได้เรียนจบแล้ว

 

 

  1. 5.       รูปแบบ  TGT  (Teams-Games-Tournaments) 

การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือตามรูปแบบ  TGT  เป็นการเรียนแบบร่วมมือ

กันแข่งขันทำกิจกรรม  โดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรมดังนี้

ขั้นที่ 1  :  ครูทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วครั้งก่อน  ด้วยการซักถามและอธิบาย

ตอบข้อสงสัยของนักเรียน

ขั้นที่ 2  :  จัดกลุ่มแบบคละกัน  (Home  Team)  กลุ่ม  3 – 4  คน

ขั้นที่ 3  :  แต่ละทีมศึกษาหัวข้อที่เรียนในวันนี้จากแบบฝึก

นักเรียนแต่ละคนทำหน้าที่และปฏิบัติตามกติกาของ Cooperative   Learning  เช่น  เป็นผู้ จดบันทึก  ผู้คำนวณ  ผู้สนับสนุนเมื่อสมาชิกทุกคน  เข้าใจและสามารถทำ แบบฝึกหัดได้  ถูกต้องทุกข้อ  ทีมจะเริ่มทำการแข่งขันตอบปัญหา

ขั้นที่ 4  :  การแข่งขันตอบปัญหา  (Academic  Games  Tournament)

ขั้นที่ 5 : นักเรียนกลับมาสู่เดิม  (Home  Team)  รวมแต้มโบนัสของทุกคน ทีมใดที่

มีแต้มโบนัสสูงสุด  จะให้รางวัลหรือติดประกาศไว้ในมุมข่าวของห้อง

 

  1. 6.       รูปแบบ  GI  (Group  Investigation) 

GI  (Group Investigation)  พัฒนาโดย  Sharan  และคณะ  เป็นรูปแบบการเรียน

แบบร่วมมือที่มีความซับซ้อนและกว้างมาก  ปรัชญาของรูปแบบ  GI ก็คือ ต้องการปลูกฝังการร่วมมือกันอย่างมีประชาธิปไตย มีการกระจายภาระงานและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม GI มีการกระตุ้นบทบาทที่แตกต่างกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม

        แนวคิดในการจัดการเรียนการสอน

  1. นักเรียนแต่ละคนจะได้แสดงความสามารถของตน  ในการแสวงหาความรู้
  2. นักเรียนแต่ละคน  ต้องถ่ายทอดความรู้หรือวิธีการทำงานให้เพื่อนนักเรียนเข้าใจด้วย
    1. ทุกคนต้องร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายซักถามจนเข้าใจในทุกเรื่อง (หรือทุกงาน)
    2. ทุกคนต้องร่วมมือกันสรุปความเข้าใจที่ได้  (สูตรหรือความสัมพันธ์หรือผลงาน)

นำส่งอาจารย์เพียง  1  ฉบับเท่านั้น

  1. เหมาะกับการสอนความรู้ที่สามารถแยกเป็นอิสระได้เป็นส่วน ๆ  หรือแยกทำได้

หลายวิธี  หรือการทบทวนเรื่องใดที่แบ่งเป็นเรื่องย่อย ๆ ได้  หรือการทำงานที่แยกออกเป็นชิ้น ๆ ได้

GI  มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน  6  ประการ คือ

  1. การเลือกหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา  (Topic  Selection)  นักเรียนเลือกหัวข้อที่

เฉพาะเจาะจงของปัญหาที่เลือก  แล้วกลุ่มจะแบ่งภาระงานออกเป็นงานย่อย ๆ                                      ที่มีสมาชิก 2 – 5  คน  ร่วมกันทำงาน

  1. การวางแผนร่วมมือกันในการทำงาน  (Cooperative  Planning)  ครูและ

นักเรียนวางแผนร่วมกันในวิธีดำเนินการ  ภาระงานที่ทำ  และเป้าหมายของงานในแต่ละหัวข้อย่อยตามปัญหาที่เลือก

  1. การดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้  (Implementation)  นักเรียนดำเนินงาน

ตามแผนการที่วางไว้ในขั้นที่ 2  กิจกรรมและทักษะต่าง ๆ ที่นักเรียนจะต้องศึกษาควรมาจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ครูจะให้คำปรึกษากับกลุ่มพร้อมกับติดตามความก้าวหน้าในการทำงานของนักเรียนและช่วยเหลือนักเรียนเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

  1. การวิเคราะห์และสังเคราะห์งานที่ทำ  (Analysis  and  Synthesis)  นักเรียน

วิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่เขารวบรวมได้ในขั้นที่ 3  และวางแผนหรือลงข้อสรุปในรูปแบบที่น่าสนใจเพื่อนำเสนอต่อชั้นเรียน

  1. การนำเสนอผลงาน  (Presentation  of  Final  Report)  กลุ่มนำเสนอผลงาน

ตามหัวข้อเรื่องที่เลือก ครูต้องพยายามให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมขณะที่มีการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน  เพื่อเป็นการขยายความคิดของตัวนักเรียนเองให้กว้างไกล โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่องที่กลุ่มไม่ได้ศึกษาครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในระหว่างการเสนผลงาน

  1. การประเมินผล  (Evaluation)  ครูและนักเรียนจะร่วมกันประเมินผลงานที่ถูกนำ

เสนอ  พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นที่มีต่อผลงานทุกชิ้น  การประเมินผลอาจรวมทั้งการประเมินเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

GI เป็นการเรียนแบบร่วมมือที่มอบหมายความรับผิดชอบอย่างสูงให้กับนักเรียน

ในการที่จะบ่งชี้ว่าเรียนอะไรและเรียนอย่างไร  ในการรวบรวมข้อมูล  วิเคราะห์และตีความหมายของสิ่งที่ศึกษา  โดยเน้นการสื่อความหมายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกันในการทำงาน

 

 

 

 

 7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) 

CIRC คือ โปรแกรมสำหรับสอนการอ่าน การเขียนและทักษะทางภาษา

(Language  arts)  ใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย  โดยเน้นที่หลักสูตรและวิธีการสอน  ในการพยายามนำการเรียนรู้แบบร่วมมือมาใช้  โปรแกรม  CIRC  พัฒนาขึ้นโดย  Madden,  Slavin  และ  Stevens  ในปี 1986  นับว่าเป็นโปรแกรมที่ใหม่ที่สุดของวิธีการเรียนรู้เป็นทีม  ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือที่น่าสนใจยิ่ง  เนื่องจากเป็นโปรแกรมการเรียนการสอนที่นำการเรียนแบบร่วมมือมาใช้กับการอ่านและการเขียนโครงการ

CIRC – Writing/Language  Arts  สำหรับการเขียน วิธีการที่ใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ

กระบวนการเขียน  ซึ่งใช้รูปแบบทีมเหมือนกับโปรกรม  CIRC  สำหรับการอ่าน  วิธีการนี้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อวางแผน  (plan)  ร่างต้นฉบับ  (draft)  ทบทวนแก้ไข  (revise)  รวบรวมและลำดับเรื่อง  (edit)  และพิมพ์หรือแสดงผลงาน  (publish)  เรื่องที่แต่งออกมา  โดยครูเป็นผู้เสนอเนื้อหาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับแนวทางเนื้อหา  และกลวิธีของการเขียน

CIRC  สำหรับการอ่านและการเขียนนั้น  โดยปกติแล้วจะใช้ควบคู่ไปด้วยกัน  แต่

กระนั้นก็สามารถใช้โปรแกรมนี้แยกในการสอนอ่าน หรือสอนการเขียนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้

  โปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือ  มีลักษณะกิจกรรมโดยรวมดังนี้คือ

  1. การสอนเริ่มต้นจากครูเสมอ  (Teacher  Instruction)
    1. การฝึกปฏิบัติภายในทีม (Team  Practice) นักเรียนทำงานในกลุ่มซึ่งมีสมาชิก

4 – 5 คน โดยมีความสามารถแตกต่างกัน เรียนรู้กันจากที่ครูได้มอบหมายให้โดยการใช้  Worksheet  หรืออุปกรณ์การฝึกอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เรียน  นักเรียนจะได้ประเมินเพื่อนสมาชิกในกลุ่มซึ่งกันและกัน

  1. นักเรียนได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Individual  Assessment) ในเรื่อง

ของข้อความรู้หรือทักษะที่เขาได้รับในบทเรียน

  1. คะแนนจากการประเมินนักเรียนแต่ละคน  จะรวมเป็นคะแนนของทีม  (Team

Recognition)  ทีมใดที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับใบประกาศนียบัตรหรือรางวัลอื่น ๆ

 

 

การสังเกตพฤติกรรมการร่วมมือในชั้นเรียน

การสังเกตเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล  ที่เปิดโอกาสให้ผู้รวบรวมข้อมูลสัมผัสกับความเป็นจริงและสิ่งที่ต้องการจะรวบรวมด้วยตัวเอง  ทำให้มีโอกาสที่จะรวบรวมข้อมูลได้ตรงสภาพความเป็นจริงได้มากและสามารถที่จะรวบรวมรายละเอียดของข้อมูลในแนวลึกได้  การสังเกตพฤติกรรมการร่วมมือในชั้นเรียนของนักเรียนโดยใช้วิธีการสังเกต  จะช่วยให้ได้รายละเอียดของพฤติกรรมที่แสดงถึงการร่วมมือของนักเรียนในชั้นเรียนได้ชัดเจนขึ้น

การสังเกตเป็นวิธีการพื้นฐานที่จะได้ข้อมูลมาตามต้องการ  ซึ่งการที่จะได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้นั้น  ผู้สังเกตต้องมีลักษณะดังนี้

1.   ความตั้งใจของผู้สังเกต  (Attention)  ในการสังเกตพฤติกรรมของสิ่งใด ผู้สังเกตต้องมีเป้าหมายที่จะสังเกตว่าศึกษาสิ่งใด ต้องสะกดใจอย่างแน่วแน่ในการสังเกตแต่สิ่งนั้น จิตใจไม่ไขว้เขวไปมา และจะต้องสังเกตไปทีละอย่างอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ผู้สังเกตยังต้องขจัดปัญหาส่วนตัวหรือความลำเอียงส่วนตัวของตนเองออกในระยะที่ทำการสังเกต เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง

2.   ประสาทสัมผัส  (Sensation)  ทางด้านประสาทสัมผัสต้องแน่ใจว่าประสาท

สัมผัสของผู้สังเกตจะต้องทำงานปกติหรือสภาพร่างกายต้องปกติด้วย  เพราะถ้าหากว่าสภาพร่างกายปกติแล้ว  จะมีผลต่อประสาทสัมผัสอยู่ในสภาพดี  และว่องไวต่อการสัมผัสสิ่งที่กำลังสังเกต

3.   การรับรู้  (Perception)  ในการสังเกตสิ่งที่กำลังศึกษา ผู้สังเกตจะต้องมีการรับรู้ที่ดี เมื่อรับรู้มาแล้วสามารถแปลความหมายออกมาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

 

  หลักการสังเกต 

ผู้สังเกตที่ดี  คือ  ผู้ที่ทำการสังเกตแล้วได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด                        ซึ่งผู้สังเกตจะเป็นผู้สังเกตที่ดีได้นั้นต้องมีหลักในการสังเกต  ดังนี้

1. กำหนดการสังเกตให้จำกัดเฉพาะเป็นเรื่องๆไปไม่ใช่เห็นสิ่งใดมา กระทบแล้วรับไวหมด

2.   สังเกตอย่างมีความมุ่งหมาย  มิใช่ว่าสังเกตไปเรื่อย ๆ  คือ  ต้องมีจุดมุ่งหมายที่จะดู เมื่อพบเห็นแล้วแปลความหมายออกมาว่าคืออะไร

3.   สังเกตด้วยความพินิจพิเคราะห์จนสามารถมองเห็นรายละเอียดของเรื่องนั้นได้                         อย่างลึกซึ้ง  มิใช่ว่ามองเห็นแต่ผิว  หรือลักษณะของภายนอกเท่านั้น

4. เมื่อสังเกตแล้วต้องมีการบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำ  จะได้ไม่หลงลืมรายละเอียดที่ได้สังเกตมา

5.ผู้สังเกตควรใช้แบบตรวจสอบรายการ  (Checklist)  หรือเครื่องมือวัดอื่น ๆ

ประกอบในการสังเกตนี้ด้วย

 

ประเภทของการสังเกต 

การรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต  แบ่งได้เป็น  2  ประเภท  คือ

1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม  (Participant  Observation) หมายถึง  การสังเกตที่

ผู้วิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในกลุ่มที่ตนศึกษา  และมีการทำกิจกรรมร่วมกัน  โดยผู้วิจัยเป็นสมาชิกผู้หนึ่งของกลุ่มหรือสถานการณ์ที่ศึกษา  เช่น  เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนนั้น  เมื่อต้องการศึกษาถึงชีวิตของคนในชุมชนนั้น  ข้อดีคือ  จะได้ข้อมูลที่แท้จริง  จุดด้อยคือ  อาจเกิดจากผู้สังเกต  ซึ่งจะทำให้ข้อมูลที่ได้ขาดความเที่ยงตรง

2.  การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม  (Non – participant  Observation)  หมายถึง

การสังเกตที่ผู้วิจัยกระทำตนเป็นบุคคลภายนอก  ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่กลุ่มกำลังทำกันอยู่  การไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในความหมายนี้  หมายถึง  ไม่เข้าไปร่วมในกิจกรรมของกลุ่มนั้นเท่านั้น  ไม่ได้หมายถึงการไม่เข้าไปอยู่ในบริเวณสถานที่ด้วย  มักใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ผู้ถูกสังเกตรู้สึก  รบกวนจากตัวผู้สังเกต  ผู้สังเกตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น

 

  ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ 

วันเพ็ญ  จันเจริญ (2542 : 119) กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ มีดังนี้

  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก  เพราะทุก ๆ คนร่วมมือในการทำงานกลุ่ม

ทุก ๆ คนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน

  1. สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด  พูดแสดงออก  แสดงความคิดเห็น

ลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน

  1. เสริมให้มีความช่วยเหลือกัน  เช่น  เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่ง  ทำให้เด็กเก่ง

ภาคภูมิใจ  รู้จักสละเวลา  ส่วนเด็กที่ไม่เก่งเกิดความซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน

 

 

  1. ร่วมกันคิดทุกคน  ทำให้เกิดการระดมความคิด   นำข้อมูลที่ได้มาพิจารณา

ร่วมกัน  เพื่อประเมินคำตอบที่เหมาะสมที่สุด  เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูลให้มาก  และวิเคราะห์และตัดสินใจเลือก

  1. ส่งเสริมทักษะทางสังคม  เช่น  การอยู่ร่วมกันด้วยมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

เข้าใจกันและกัน  อีกทั้งเสริมทักษะการสื่อสาร  ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม  สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น

 

 หลักการนำวิธีการสอนแต่ละวิธีไปใช้ในการสอน 

วิธีสอนทั่วไปเป็นวิธีการปลีกย่อยที่ครูสามารถนำมาใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนได้ทุก  ๆ  ขั้นตอน  ไม่ว่าจะเป็นขั้นนำเข้าสู่บทเรียน  ขั้นสอน  ขั้นสรุป  และขั้นปฏิบัติกิจกรรมส่งเสริมความแม่นยำและการถ่ายโยงการเรียนรู้  เพราะถ้าเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ดังการแต่งกายของบุคคล  วิธีสอนก็เปรียบเทียบเครื่องประดับที่ติดอยู่บนชุดต่าง ๆ  สำหรับใช้แต่งกายของคนเรา  โดยรูปแบบของชุดเปรียบได้กับรูปแบบการสอนที่นำมาใช้นั่นเอง  ดังนั้น  การแต่งกายจะดีหรือไม่เพียงใดอยู่ที่การเลือกแต่งกายให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์  โดยมีชุดและเครื่องประดับที่เหมาะสมกลมกลืนกัน  และกิจกรรมการเรียนการสอน  รูปแบบการสอน  และวิธีการสอนก็เช่นเดียวกัน

วิธีสอนที่ใช้กันโดยแพร่หลาย  ได้แก่  วิธีสอนแบบบรรยาย  ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กับคนหมู่มาก  มีเวลาในการสอนจำกัดในขณะที่มีเนื้อหาที่ต้องสอนมาก  ผู้เรียนส่วนมากต้องเป็นผู้ใหญ่หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไปเพราะต้องใช้ความสนใจในเนื้อหามาก   การบรรยายเป็นวิธีสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลางสัมฤทธิ์ผลของการเรียนรู้จะเกิดได้ดีเพียงใดอยู่ที่ผู้บรรยายหรือตัวครูเป็นหลัก  เพราะถ้าหากครูมีความสามารถสูงมีวิธีการอื่นๆ  มาแทรก  มีทักษะและเทคนิคการบรรยายได้ดี  ก็จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ได้มาก  ในขณะที่วิธีสอนแบบอภิปรายเป็นการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นผู้กระทำศึกษาและค้นคว้าแล้วนำมาแสดงออกอย่างสร้างสรรค์  เป็นการหาความรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และได้ทักษะกระบวนการกลุ่มอีกด้วย  เนื่องจากการอภิปรายมีรูปแบบและเทคนิคหลายวิธีจำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามรูปแบบ  วิธีการและวัตถุประสงค์ของการใช้นั้น ๆ  โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างการอภิปรายกลุ่มย่อยกับการจัดสัมมนานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้ง ๆ  ที่เป็นการอภิปรายเหมือนกัน  ในขณะที่เชื่อกันว่าวิธีการแบบนี้ให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้กระทำจริง  แต่ไม่เหมาะกับผู้เรียนที่ไม่กล้าแสดงออกและมีปัญหาเรื่องการพูดนำเสนองาน

วิธีสอนแบบทดลองใช้สำหรับการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่  โดยมุ่งให้ผู้เรียนนำความรู้ทางด้านทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ออกมาใช้ในการทดลองพิสูจน์หลักการและทฤษฎีต่าง ๆ  โดยผู้เรียนเป็นผู้ทดลองโดยมีครูคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด  ข้อดีของวิธีสอนแบบนี้เป็นการสอนที่มุ่งให้นักเรียนเป็นผู้กระทำจริง  (learning by doing) เครื่องมือในการทำลองมีราคาสูง มีข้อจำกัดเรื่องของสถานที่และวิชาที่ศึกษาพอสมควร  วิธีการสอนที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่งคือ  กาสาธิตเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการทำงานหรือปฏิบัติงานอย่างชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งอย่างถ่องแท้ให้ผู้เรียนเห็นกระบวนการทำ  เข้าใจความคิดรวบยอดและเชื่อถือศรัทธาต่อผู้สอนและบทเรียน  ข้อดีของวิธีการนี้สามารถใช้ในการประกอบการสอนทักษะได้อย่างดี

วิธีการสอนโดยใช้การจำลองสถานการณ์  การสอนแบบนี้เป็นการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเตรียมพบสถานการณ์จริงในอนาคต  เป็นการจำลองเหตุการณ์ก่อนออกปฏิบัติงาน  โดยเน้นการพิจารณากระบวนการทั้งหมดของสถานการณ์ว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่  เพียงใด  โดยถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์จริงที่เกิดแน่นอนในอนาคต  ซึ่งวิธีการนี้แตกต่างจากวิธีสอนแบบบทบาทสมมุติตรงที่บทบาทสมมุติมุ่งที่สมมุติให้ผู้เรียนสวมบทบาทของใครคนใดคนหนึ่งเพราะเล่นสมมุติเป็นบุคคล  ดังนั้น  คุณค่าของการแสดงอยู่ที่ความสมจริงกับพฤติกรรมของคนที่ถูกสวม  โดยมุ่งพัฒนาเจตคติ  ค่านิยม  และการแก้ปัญหา  ซึ่งยังไม่ทราบวิธีการที่แน่ชัด

บทบาทวิธีการสอนแบบโครงงานเป็นการจัดทำวิธีง่าย ๆ  โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาให้ผู้เรียนหาความรู้ความจริงในโครงการที่กำหนดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง  เพื่อส่งเสริมการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมโดยผู้เรียนเองในสถานการณ์จริง   โดยผู้เรียนศึกษาและวิจัยอย่างเป็นระบบตามขั้นตอนต่าง ๆ  แล้วจึงนำเสนอผลงาน  ขณะที่การศึกษานอกสถานที่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงจากการเรียน  ช่วยให้ผู้เรียนสนุกสนานมีชีวิตชีวา  แต่ข้อจำกัดอยู่ที่กระบวนการไปศึกษาต้องเตรียมการอย่างดี  และเตรียมแก้ไขปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นได้

วิธีสอนทั่วไป หมายถึง วิธีการที่เป็นแนวในการสอน  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์  โดยเฉพาะวิธีสอนทั่วไปนั้น  เป็นวิธีสอนขั้นพื้นฐานที่ผู้เริ่มเป็นครูพึงทราบและสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์  ซึ่งวิธีสอนขั้นพื้นฐานมีหลายวิธี  เช่น  การบรรยาย  การอภิปราย  การทดลอง  การสาธิต  การจำลองสถานการณ์ การสอนแบบโครงการ  ฯลฯ  หลักในการนำวิธีสอนไปใช้นั้น  ต้องนำไปใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน  ขั้นตอนการสอน  ตลอดจนวัตถุประสงค์  และเนื้อหาสาระในการสอน  ดังนั้น  หากครูมีความรู้พื้นฐานด้านวิธีสอน  แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิธีสอนอื่นๆ  เพื่อจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี (ชาญชัย  ยมดิษฐ์, 2548 : 230)

 

การผสมผสานวิธีสอนแบบต่าง ๆ 

ปรีชา  คัมภีรปกรณ์ (2540 : 275)  กล่าวว่า ตามทฤษฎีการสอนนั้นไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีสอนวิธีใดวิธีหนึ่งจะใช้ได้ผลในการถ่ายทอดความรู้  เจตคติ  และทักษะได้ดีที่สุด  การเลือกวิธีสอนนั้นย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน  เช่น  เนื้อหาวิธีที่สอน  วัตถุประสงค์ของบทเรียน  ธรรมชาติของผู้เรียน  และเวลาที่ใช้ในการสอน  ซึ่งนักศึกษาได้ศึกษารายละเอียดมาแล้วการที่จะให้เกิดประสิทธิผลในการสอนให้มากที่สุดนั้น  ผู้สอนจำเป็นจะต้องใช้วิธีผสมผสานวิธีสอนแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  เพราะความจำเป็นดังนี้

1)      วัตถุประสงค์ของการสอน  ในการเรียนการสอนบทเรียนหนึ่ง ๆ นั้นมักจะกำหนด

ให้ผู้เรียนเกิดความรู้  เจตคติ  และทักษะซึ่งดังได้กล่าวมาแล้วว่ายังไม่สามารถจะใช้วิธีการสอนอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดผลดังกล่าวทั้ง  3  ประการได้

2)      ผู้เรียน  เรายอมรับว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกัน  ดังนั้นถ้าหากเปิดโอกาสให้ผู้เรียน

ได้รับการสอนแบบต่าง ๆ  ทำให้โอกาสที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็จะมีมากขึ้น

3)      บรรยากาศของการสอน  ในการสอนบทเรียนหนึ่งในบางครั้งกินเวลามาก  ถ้า

หากผู้สอนใช้วิธีการสอนแบบเดียวจะทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเกิดความเบื่อหน่าย  ขาดความกระตือรือร้น  ผลการเรียนการสอนจะไม่ดีเท่าที่ควร

4)      ผู้สอน  การใช้วิธีการสอนหลายแบบจะทำให้ผู้สอนต้องตื่นตัวและกระฉับกระเฉง 

ไม่เบื่อหน่าย

      จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นว่าในการสอนบทเรียนพึงควรจะประกอบด้วยวิธีสอน

หลาย ๆ แบบ  ส่วนจะใช้แบบใดหรือวิธีใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอน  เช่น  อาจจะเริ่มจากการอภิปราย  บรรยาย  ฝึกปฏิบัติ  หรือเริ่มจากการบรรยาย  ฝึกปฏิบัติ

และอภิปรายก็ได้

 

 

 

เหตุผลของการผสมผสานการสอนแบบต่าง ๆ 

ปรีชา  คัมภีรปกรณ์ (2540 : 161-162)  ได้กล่าวไว้ว่า การสอนมีอยู่มากมายหลายแบบ  แบบที่เน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน  เช่น  การบรรยาย  การสาธิต  การใช้คำถาม  เป็นต้น  หรือแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนซึ่งมีทั้งที่เน้นเป็นกลุ่มหรือที่เป็นรายบุคคล  เช่น การสอนแบบอภิปราย  การสอนแบบสืบสวนสอบสวน  การสอนแบบแก้ปัญหา  การใช้แบบเรียนแบบโปรแกรม  การสอนแบบให้เรียนโดยอิสระ

จากวิธีการสอนดังกล่าวจะพบว่าการสอนแบบหนึ่ง ๆ ย่อมมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง  มีการใช้ประโยชน์ได้เฉพาะอย่าง  ดังนั้นในการสอนบทเรียนบทหนึ่ง ๆ ชั่วโมงหนึ่ง ๆ  หรือในหน่วยการเรียนหนึ่ง ๆ จึงเกิดปัญหาว่าจะใช้การสอนแบบใดจึงจะเหมาะสมในบางกรณีบาง  บทเรียนอาจต้องใช้การสอนมากกว่าหนึ่งแบบขึ้นไป  การสอนแบบเดียวอาจไม่สนองต่อวัตถุประสงค์ของบทเรียน  เนื้อหาของบทเรียน  หรือกลุ่มผู้เรียน  เป็นต้น  จึงต้องมีการผสมผสานการสอนหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน

ถ้าจะสรุปเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีการผสมผสานการสอนแบบต่าง ๆ  เข้าด้วยกัน

อาจได้เหตุผลดังนี้

     1. วัตถุประสงค์ของบทเรียน

       ในการสอนบทเรียนบทหนึ่ง ๆ หรือการสอนครั้งหนึ่ง ๆ  ผู้สอนมักจะมีการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมครอบคลุมในด้านเนื้อหา  เจตคติ  และทักษะ  เพื่อครอบคลุมวัตถุประสงค์ทางการศึกษา  ตามที่บลูมกำหนด  ในแง่ของพุทธิพิสัย  เจตพิสัย  และทักษะพิสัย  นั่นเอง  ซึ่งปรากฏว่าการสอนแบบใดแบบหนึ่งนั้นอาจไม่สามารถสนองวัตถุประสงค์ทั้ง  3  ด้าน  ได้ในเวลาเดียวกัน  ดังนั้นในการสอนครั้งหนึ่งย่อมต้องการการสอนหลาย ๆ  แบบผสมผสานกันไป  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้   

     2. ผู้เรียนโดยทั่วไปกลุ่มผู้เรียนในห้องเรียนมีความแตกต่างกันในเรื่องของความถนัดความสามารถและความสนใจ  การใช้วิธีการสอนเพียงแบบเดียว  ย่อมไม่สนองกับความต้องการของผู้เรียนเหล่านั้นถ้าหากผู้สอนใช้วิธีการสอนหลาย ๆ  แบบผสมผสานด้วยกันย่อมเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้แสดงความสามารถ  ความถนัดของตนได้อย่างเต็มที่  ทำให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในการเรียนของตนยิ่งขึ้น นอกจากนั้นจะพบว่าความสนใจของกลุ่มผู้เรียนยังไม่คงที่  เป็นต้นว่าตอนต้น  ๆ  ชั่วโมงผู้เรียนจะมีความกระตือรือร้น  แต่พอถึงกลาง ๆ ชั่วโมงหรือท้ายชั่วโมง  ความกระตือรือร้นของผู้เรียนจะลดลง  ดังนั้นจึงไม่ควรสอนโดยใช้การสอนแบบเดียวตลอดทั้งชั่วโมง

     3. บรรยากาศของการเรียนการสอน

การเรียนการสอนในชั่วโมงหนึ่ง ๆ  หรือคาบหนึ่ง ๆ   ถ้าผู้สอนใช้วิธีการสอนเพียง

แบบเดียวโดยไม่เปลี่ยนแปลง  ตั้งแต่ต้นชั่วโมงจนถึงท้ายชั่วโมง  จะทำให้บรรยากาศ  น่าเบื่อหน่าย  ไม่มีความตื่นเต้นน่าสนใจ  โดยเฉพาะถ้าผู้สอนยึดการสอนที่ให้ตนเองเป็นศูนย์กลางด้วยแล้ว  บรรยากาศของการเรียนการสอนจะน่าเบื่อหน่ายมาก  เพราะผู้เรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนเท่าที่ควร

แต่ถ้าผู้สอนจะนำวิธีการสอนแบบต่าง  ๆ  มาผสมผสานเข้าด้วยกัน  มีกิจกรรม

การเรียนการสอนหลาย ๆ แบบอันจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้  ย่อมทำให้บรรยากาศของการเรียนการสอนน่าสนใจ  ผู้เรียนจะรู้สึกตื่นเต้น  และมีความต้องการที่จะเรียนโดยไม่คิดว่าถูกบังคับ

      4. ผู้สอน

โดยปกติผู้สอนมักจะใช้การสอนแบบเดียวในการสอนครั้งหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะจะเลือก

การสอนแบบที่ตนถนัดและคิดว่าจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้  การเรียนการสอนในลักษณะที่ผู้สอนมีความถนัดเช่นนี้  ย่อมทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย  เพราะมีความซ้ำซาก  อีกทั้งผูสอนเองก็เบื่อหน่ายเช่นกัน  เพราะจะต้องปฏิบัติกิจกรรมซ้ำ ๆ  ทุกวัน ๆ

แต่ถ้าผู้สอนใช้วิธีการสอนโดยผสมผสานการสอนหลาย ๆ แบบแล้ว  นอกจากทำให้

ผู้เรียนเกิดความสนใจ  ความสนุกสนานในการเรียนแล้ว  ยังจะทำให้การเรียนการสอนในชั่วโมงนั้น ๆ มีความหมายรวมเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศของผู้สอนเองอีกด้วย

 

 

อ้างอิง

www.api.ning.com/files

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.